| พระยามไหสวรรค์
เป็นผู้ริเริ่มงานด้านอุตสาหกรรมน้ำตาลของประเทศไทยคนหนึ่ง
ความคิดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำตาลนั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2470 หลังจากท่านได้ลาออกจากราชการ
และไปประกอบกิจการป่าไม้ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ท่านคิดว่าการส่งออกของประเทศไทยขณะนั้น
มีสินค้าหลักได้แก่ ข้าว แร่ ยาง และไม้ ซึ่งนับว่าจะน้อยและร่อยหรอไปทุกวัน การส่งออกก็อยู่ในรูปวัตถุดิบที่ส่งไปแปรรูปในต่างประเทศ
ทำให้รายได้เป็นเงินตราต่างประเทศไม่มากเท่าที่ควร | |
>>>เมื่อเป็นดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะเร่งรัดอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรขึ้นในประเทศไทย
บริษัท ศรีราชา จำกัด ในขณะนั้นได้สัมปทานตัดไม้ในป่ามากเข้า ประชาชนก็รุกเข้าไปทำกินในป่าที่ถูกตัดโล่งเตียนมากขึ้นทุกที
ถ้าจะมีอุตสาหกรรมอย่างอื่นเข้ามาแทนที่ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ >>>ท่านจึงได้ทำการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวเนเธอร์แลนด์
ชื่อ แวรูเช็ค มาทำการสำรวจว่า ที่ดินที่ว่างลงหลังจากทำป่าไม้นี้จะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง
ผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาดินแล้วเสนอให้ทำการปลูกอ้อย และสร้างโรงงานน้ำตาล เดิมที่เดียวกำหนดจะตั้งขนาดหีบอ้อยวันละ
1,000 ตัน ท่านจึงได้ออกไปดูวานที่ชวา ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของฮอลันดา และไต้หวันซึ่งเป็นแหล่งปลูกอ้อยผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลกในขณะนั้น
เมื่อได้ไปสำรวจต่างๆ แล้วเห็นว่าอ้อยจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศได้ ในอนาคตอันใกล้สมควรเร่งรัดให้เกิดขึ้น
เพื่อเป็นสินค้าหลักแทนข้าว ซึ่งคาดว่าจะส่งออกได้น้อยลงเมื่อประชาการเพิ่มมากขึ้น >>>การจัดตั้งโรงงาน้ำตาลสมัยนั้น
เริ่มขึ้นด้วยความยากลำบาก เพราะน้ำตาลซึ่งเป็นสินค้าอุตสาหกรรม และอ้อยซึ่งเป็นผลิตผลทางเกษตรกรรมก็คือสิ่งเดียวกัน
ผู้ที่จะดำเนินธุรกิจนี้ จำเป็นต้องเป็นทั้งนักอุตสาหกรรมและนักเกษตรกรรม จะต้องร่วมมือร่วมแรงกันหลายฝ่าย
ท่านเตรียมงานนี้โดยส่งลูกชาย 2 คน ไปเรียนเรื่องอ้อยกับโรงงานน้ำตาล คือ คุณประทีป
ประทีปเสน ไปเรียนวิศวกรรมโรงงานที่ฟิลิปปินส์ สำเร็จ B.S. ( Sugat Technology ,
มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ , ปี 2481 ) คุณประเทือง ประทีปเสน ไปเรียนเรื่องอ้อย สำเร็จจาก
College of Agriculture มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ และในขณะเดียวกันท่านก็ได้ร่วมทุนกับผู้ที่สนใจ
ประกอบด้วย เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสวัสดิ์วัฒนวิศิษฐ์
ทำการสำรวจและตั้งโครงการ เพื่อจะทำโรงงานน้ำตาลขึ้นที่ตำบลน้ำเขียว อำเภอศรีราชา
จังหวัดชลบุรี ในบริเวณที่ใกล้เคียงกันกับโรงงานน้ำตาลของรัฐบาล คือ บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลราชบุรี
จำกัด ที่หนองซาก และได้ติดต่อขอซื้อโรงงานขนาดกำลังหีบอ้อยวันละ 500 ตัน จากบริษัท
สโกต้า ประเทศเชคโกสโลวาเกีย ซึ่งก็ได้รับการเสนอขายโรงงานในราคา 1 ล้านบาท >>>ปัญหาต่อไปจึงอยู่ที่ทุน
ระยะนั้นได้เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ทรัพย์สินของกรมพระสวัสดิ์ ฯ ได้เปลี่ยนมือเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ทำให้เกิดปัญหา ยิ่งกว่านั้น จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้ถึงแก่อสัญกรรมลง เมื่อวันที่
1 กรกฏาคม 2474 และกรมพระสวัสดิ์ฯ ก็ได้สิ้นพระชนม์เช่นเดียวกันในปีถัดมา จึงทำให้การระดมทุนต้องหยุดชะงักลง
เมื่อก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพนั้น เป็นเรื่องใหญ่โตมาก จำเป็นต้องรับทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมด้วย
แล้วจำเป็นต้องขออนุมัติจากรัฐบาล หรือต้องขอให้รัฐบาลร่วมทุนด้วย ในขณะนั้นเงินทุนไม่พออยู่ประมาณ
200,000 - 300,000 บาท จึงได้เสนอให้กระทรวงการคลังเข้าหุ้นด้วย กระทรวงการคลังมีนโยบายที่จะไม่ร่วมทุนกับเอกชน
หากจะดำเนินการเอง ก็จะให้เป็นการดำเนินการโดยรัฐ ฉะนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2478 พระยามไหสวรรค์
และนายเล้ง ศรีสมวงศ์ ได้พยายามอีกครั้งหนึ่ง | | แต่ในขณะที่ดำเนินการเพื่อขอให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาร่วมด้วยนนั้น
เจ้าสอย ณ ลำปาง และนายสาย นิธินันท์ ได้เสนอโครงการนี้ไปยังรัฐบาล จนกระทั่งรัฐบาลเห็นว่า
เป็นโครงการที่ดี จึงรับเอาไปทำเสียเอง หากแต่ย้ายไปทำที่จังหวัดลำปาง มอบให้บริษัท
สโกต้า ออกแบบสร้างโรงงานสืบต่อไป โรงงานนี้สร้างเสร็จเปิดดำเนินการผลิตน้ำตาลทรายขาว
เป็นโรงแรกของประเทศ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2480 ส่วนผลการสำรวจพื้นที่ทำโรงงานน้ำตาล
ที่จังหวัดชลบุรี ได้มอบให้บริษัท ส่งเสริมเศรษฐกิจแห่ชาติ จำกัด ซึ่งเป็นของรัฐบาลเช่นเดียวกัน >>>แม้ว่าการสร้างโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่
จะไม่สำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ก็ตาม ท่านก็ยังไม่ละความพยายามที่จะก่อตั้งโรงงานน้ำตาลขึ้นให้ได้
ในปี พ.ศ. 2482 ท่านจึงจัดตั้งบริษัท กรุงเทพ-จันทบุรี จำกัด ขึ้น ผู้ถือหุ้นประกอบด้วย
คุณหญิงมไหสวรรค์ ( เลื่อน สมบัติศิริ ) , ทองเก้า ประทีปเสน , นายประเทือง ประทีปเสน
, นายประทีป ประทีปเสน , ขุนกิจสุงกากร ( กี้ ไหมสถิตย์ ) , นางตั่นเตี้ยง แซ่ตัน
และนางจำนง นาเวศ ( เน้ย ไชยนันท์ ) วัตถุประสงค์ของบริษัท เพื่อดำเนินการผลิตน้ำตาลทรายขาวของเอกชน
โดยติดต่อขอซื้อโรงงานขนาดเล็กกำลังผลิตวันละ 10 ตัน จากฟิลิปปินส์ มาประกอบขึ้น
และใช้วัตถุดิบจากน้ำตาลทรายแดงที่มีอยู่มากขณะนั้น และขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้ง โรงงานน้ำตาลทรายแดง
ขึ้นที่จังหวัดชลบุรี 2 โรง เพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงาน ตั้งอยู่ที่ 1671 ตรงข้ามกรมศุลกากร
อ.คลองสาน จ.ธนบุรี ผู้ดำเนินการในระยะต่อมาคือ นายกฤช สมบัติศิริ ซึ่งเป็นเลขาธิกาสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ในเวลาต่อมา >>>โรงงานดังกล่าวสามารถผลิตน้ำตาลทรายขาวได้ขายในราคาต่ำ
เพียงกิโลกรัมละ 12 สตางค์ เพราะคุณภาพต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาลทรายขาวที่มาจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะน้ำตาลเบอร์ 26 จากชวาเข้ามาตีตลาด จึงขาดทุนเรื่อยมาประมาณ 2 ปี จนเมื่อสงครามเอเชียบูรพาอุบัติขึ้นในปี
พ.ศ. 2484 ราคาน้ำตาลจึงขึ้นสูงเป็นลำดับ ปีสุดท้ายของสงคราม คือ พ.ศ. 2488 ราคาน้ำตาลสูงขึ้นจากเดิมถึง
39 เท่า ถึงกับต้องตราพระราชบัญญัตควบคุมเครื่องอุปโภคบริโกคและของอื่นๆ ในภาวะคับขัน
พ.ศ. 2484 เพราะต่างประเทศไม่สามารถส่งมาขายได้ และทางโรงงานเล็กๆ โรงนี้ก็สามารถผลิตน้ำตาลทรายขาวเข้าสู่ตลาดให้ทันเหตุการณ์พอดี
โดยนำน้ำตาลโตนดจากเพชรบุรีและน้ำตาลมะพร้าวมาสกัดเป็นน้ำตาลทรายขาวได้ น้ำตาลทรายขาวที่ผลิตจากวัตถุดิบดังกล่าวนี้
สามารถทำให้สีขาวได้ใกล้เคียงกับน้ำตาลของต่างประเทศ ราคาสูงขึ้นทำให้สามารถมีกำไรเลี้ยงตัวได้
และขยายกิจการเป็นวันละ 20 ตัน ระหว่างปี พ.ศ. 2487 เป็นต้นมาการค้าขายดีขึ้น >>>แต่เมื่อเสร็จสงคราม
น้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาได้ ราคาลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 7 บาท ทำให้เกิดภาวะเดือดร้อนเกิดขึ้นอีก
พ.ศ. 2498 การแข่งขันรุนแรงขึ้น การปรับปรุงโรงงานมีขอบเขตจำกัด โรงงานแห่งอื่นได้กระจายไปใกล้แหล่งวัตถุดิบทั้งสิ้น
พวกโรงงานไม่มีลูกหีบรอรับซื้อน้ำเชื่อมหรือน้ำตาลทรายแดงอยู่ไม่ได้ ในที่สุดจนถึงปี
พ.ศ. 2505 จึงได้เลิกกิจการ เพราะโรงงานขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาก สามารถผลิตในราคาต้นทุนต่ำกว่า
ปีสุดท้ายคือปี 2504/2505 โรงงานแห่งนี้ผลิตน้ำตาลทรายได้ 2,084 กระสอบ โดยใช้น้ำตาลทรายแดง
395,880 ตัน จึงได้เลิกกิจการ ต่อมาได้มีการขายกิจการให้แก่บริษัท น้ำตาลสุภัตผล
จำกัด ซึ่งเจ้าของเป็นชาวจีนกวางตุ้ง เดิมทำกิจการโรงกลึงอยู่ ต่อมาสนใจที่จะทำโรงงานน้ำตาล
และย้ายโรงงานมาตั้งที่ตำบลหนองพลู กิ่งอำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี หีบอ้อยปีแรกคือปี
2507/2508 ผลิตน้ำตาลได้ 7,294 กระสอบ เจ้าของโรงงานนี้เปิดหีบอยู่ได้ปีเดียว ก็ประสบขาดทุนอย่างย่อยยับ
จึงต้องเลิกล้มกิจการไปอีก และโรงงานได้ตกมาเป็นของบริษัท อุตสาหกรรมหนองใหญ่ จำกัด
เริ่มหีบใหม่ปี 2508/09 เป็นต้นมา >>>นับว่าท่านเป็นบิดาแห่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของประเทศไทยได้ผู้หนึ่ง
ผู้ที่อยู่ในวงการน้ำตาลให้ความนับถือแก่ท่านเป็นอย่างดีตลอดมา แม้ว่าจะเลิกกิจการค้าน้ำตาลมาแล้วก็ตาม "
โดย คุณอำนวย
ปะติเส " |