" พระยามไหสวรรค์ "
ผู้เขียนหรือผู้เรียบเรียง
คุณอำนวย ปะติเส
คุณทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา

พระยามไหสวรรค์ เป็นผู้ริเริ่มงานด้านอุตสาหกรรมน้ำตาลของประเทศไทยคนหนึ่ง ความคิดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมน้ำตาลนั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2470 หลังจากท่านได้ลาออกจากราชการ และไปประกอบกิจการป่าไม้ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ท่านคิดว่าการส่งออกของประเทศไทยขณะนั้น มีสินค้าหลักได้แก่ ข้าว แร่ ยาง และไม้ ซึ่งนับว่าจะน้อยและร่อยหรอไปทุกวัน การส่งออกก็อยู่ในรูปวัตถุดิบที่ส่งไปแปรรูปในต่างประเทศ ทำให้รายได้เป็นเงินตราต่างประเทศไม่มากเท่าที่ควร

>>>เมื่อเป็นดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะเร่งรัดอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรขึ้นในประเทศไทย บริษัท ศรีราชา จำกัด ในขณะนั้นได้สัมปทานตัดไม้ในป่ามากเข้า ประชาชนก็รุกเข้าไปทำกินในป่าที่ถูกตัดโล่งเตียนมากขึ้นทุกที ถ้าจะมีอุตสาหกรรมอย่างอื่นเข้ามาแทนที่ ก็น่าจะเป็นประโยชน์

>>>ท่านจึงได้ทำการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวเนเธอร์แลนด์ ชื่อ แวรูเช็ค มาทำการสำรวจว่า ที่ดินที่ว่างลงหลังจากทำป่าไม้นี้จะทำประโยชน์อะไรได้บ้าง ผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาดินแล้วเสนอให้ทำการปลูกอ้อย และสร้างโรงงานน้ำตาล เดิมที่เดียวกำหนดจะตั้งขนาดหีบอ้อยวันละ 1,000 ตัน ท่านจึงได้ออกไปดูวานที่ชวา ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของฮอลันดา และไต้หวันซึ่งเป็นแหล่งปลูกอ้อยผลิตน้ำตาลรายใหญ่ของโลกในขณะนั้น เมื่อได้ไปสำรวจต่างๆ แล้วเห็นว่าอ้อยจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศได้ ในอนาคตอันใกล้สมควรเร่งรัดให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นสินค้าหลักแทนข้าว ซึ่งคาดว่าจะส่งออกได้น้อยลงเมื่อประชาการเพิ่มมากขึ้น

>>>การจัดตั้งโรงงาน้ำตาลสมัยนั้น เริ่มขึ้นด้วยความยากลำบาก เพราะน้ำตาลซึ่งเป็นสินค้าอุตสาหกรรม และอ้อยซึ่งเป็นผลิตผลทางเกษตรกรรมก็คือสิ่งเดียวกัน ผู้ที่จะดำเนินธุรกิจนี้ จำเป็นต้องเป็นทั้งนักอุตสาหกรรมและนักเกษตรกรรม จะต้องร่วมมือร่วมแรงกันหลายฝ่าย ท่านเตรียมงานนี้โดยส่งลูกชาย 2 คน ไปเรียนเรื่องอ้อยกับโรงงานน้ำตาล คือ คุณประทีป ประทีปเสน ไปเรียนวิศวกรรมโรงงานที่ฟิลิปปินส์ สำเร็จ B.S. ( Sugat Technology , มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ , ปี 2481 ) คุณประเทือง ประทีปเสน ไปเรียนเรื่องอ้อย สำเร็จจาก College of Agriculture มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ และในขณะเดียวกันท่านก็ได้ร่วมทุนกับผู้ที่สนใจ ประกอบด้วย เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสวัสดิ์วัฒนวิศิษฐ์ ทำการสำรวจและตั้งโครงการ เพื่อจะทำโรงงานน้ำตาลขึ้นที่ตำบลน้ำเขียว อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ในบริเวณที่ใกล้เคียงกันกับโรงงานน้ำตาลของรัฐบาล คือ บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลราชบุรี จำกัด ที่หนองซาก และได้ติดต่อขอซื้อโรงงานขนาดกำลังหีบอ้อยวันละ 500 ตัน จากบริษัท สโกต้า ประเทศเชคโกสโลวาเกีย ซึ่งก็ได้รับการเสนอขายโรงงานในราคา 1 ล้านบาท

>>>ปัญหาต่อไปจึงอยู่ที่ทุน ระยะนั้นได้เปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ทรัพย์สินของกรมพระสวัสดิ์ ฯ ได้เปลี่ยนมือเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดปัญหา ยิ่งกว่านั้น จอมพลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีได้ถึงแก่อสัญกรรมลง เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2474 และกรมพระสวัสดิ์ฯ ก็ได้สิ้นพระชนม์เช่นเดียวกันในปีถัดมา จึงทำให้การระดมทุนต้องหยุดชะงักลง เมื่อก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพนั้น เป็นเรื่องใหญ่โตมาก จำเป็นต้องรับทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมด้วย แล้วจำเป็นต้องขออนุมัติจากรัฐบาล หรือต้องขอให้รัฐบาลร่วมทุนด้วย ในขณะนั้นเงินทุนไม่พออยู่ประมาณ 200,000 - 300,000 บาท จึงได้เสนอให้กระทรวงการคลังเข้าหุ้นด้วย กระทรวงการคลังมีนโยบายที่จะไม่ร่วมทุนกับเอกชน หากจะดำเนินการเอง ก็จะให้เป็นการดำเนินการโดยรัฐ ฉะนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2478 พระยามไหสวรรค์ และนายเล้ง ศรีสมวงศ์ ได้พยายามอีกครั้งหนึ่ง

แต่ในขณะที่ดำเนินการเพื่อขอให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาร่วมด้วยนนั้น เจ้าสอย ณ ลำปาง และนายสาย นิธินันท์ ได้เสนอโครงการนี้ไปยังรัฐบาล จนกระทั่งรัฐบาลเห็นว่า เป็นโครงการที่ดี จึงรับเอาไปทำเสียเอง หากแต่ย้ายไปทำที่จังหวัดลำปาง มอบให้บริษัท สโกต้า ออกแบบสร้างโรงงานสืบต่อไป โรงงานนี้สร้างเสร็จเปิดดำเนินการผลิตน้ำตาลทรายขาว เป็นโรงแรกของประเทศ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2480 ส่วนผลการสำรวจพื้นที่ทำโรงงานน้ำตาล ที่จังหวัดชลบุรี ได้มอบให้บริษัท ส่งเสริมเศรษฐกิจแห่ชาติ จำกัด ซึ่งเป็นของรัฐบาลเช่นเดียวกัน

>>>แม้ว่าการสร้างโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ จะไม่สำเร็จดังที่ตั้งใจไว้ก็ตาม ท่านก็ยังไม่ละความพยายามที่จะก่อตั้งโรงงานน้ำตาลขึ้นให้ได้ ในปี พ.ศ. 2482 ท่านจึงจัดตั้งบริษัท กรุงเทพ-จันทบุรี จำกัด ขึ้น ผู้ถือหุ้นประกอบด้วย คุณหญิงมไหสวรรค์ ( เลื่อน สมบัติศิริ ) , ทองเก้า ประทีปเสน , นายประเทือง ประทีปเสน , นายประทีป ประทีปเสน , ขุนกิจสุงกากร ( กี้ ไหมสถิตย์ ) , นางตั่นเตี้ยง แซ่ตัน และนางจำนง นาเวศ ( เน้ย ไชยนันท์ ) วัตถุประสงค์ของบริษัท เพื่อดำเนินการผลิตน้ำตาลทรายขาวของเอกชน โดยติดต่อขอซื้อโรงงานขนาดเล็กกำลังผลิตวันละ 10 ตัน จากฟิลิปปินส์ มาประกอบขึ้น และใช้วัตถุดิบจากน้ำตาลทรายแดงที่มีอยู่มากขณะนั้น และขณะเดียวกันก็ได้จัดตั้ง โรงงานน้ำตาลทรายแดง ขึ้นที่จังหวัดชลบุรี 2 โรง เพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงาน ตั้งอยู่ที่ 1671 ตรงข้ามกรมศุลกากร อ.คลองสาน จ.ธนบุรี ผู้ดำเนินการในระยะต่อมาคือ นายกฤช สมบัติศิริ ซึ่งเป็นเลขาธิกาสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในเวลาต่อมา

>>>โรงงานดังกล่าวสามารถผลิตน้ำตาลทรายขาวได้ขายในราคาต่ำ เพียงกิโลกรัมละ 12 สตางค์ เพราะคุณภาพต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาลทรายขาวที่มาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะน้ำตาลเบอร์ 26 จากชวาเข้ามาตีตลาด จึงขาดทุนเรื่อยมาประมาณ 2 ปี จนเมื่อสงครามเอเชียบูรพาอุบัติขึ้นในปี พ.ศ. 2484 ราคาน้ำตาลจึงขึ้นสูงเป็นลำดับ ปีสุดท้ายของสงคราม คือ พ.ศ. 2488 ราคาน้ำตาลสูงขึ้นจากเดิมถึง 39 เท่า ถึงกับต้องตราพระราชบัญญัตควบคุมเครื่องอุปโภคบริโกคและของอื่นๆ ในภาวะคับขัน พ.ศ. 2484 เพราะต่างประเทศไม่สามารถส่งมาขายได้ และทางโรงงานเล็กๆ โรงนี้ก็สามารถผลิตน้ำตาลทรายขาวเข้าสู่ตลาดให้ทันเหตุการณ์พอดี โดยนำน้ำตาลโตนดจากเพชรบุรีและน้ำตาลมะพร้าวมาสกัดเป็นน้ำตาลทรายขาวได้ น้ำตาลทรายขาวที่ผลิตจากวัตถุดิบดังกล่าวนี้ สามารถทำให้สีขาวได้ใกล้เคียงกับน้ำตาลของต่างประเทศ ราคาสูงขึ้นทำให้สามารถมีกำไรเลี้ยงตัวได้ และขยายกิจการเป็นวันละ 20 ตัน ระหว่างปี พ.ศ. 2487 เป็นต้นมาการค้าขายดีขึ้น

>>>แต่เมื่อเสร็จสงคราม น้ำตาลจากต่างประเทศเข้ามาได้ ราคาลดลงเหลือ กิโลกรัมละ 7 บาท ทำให้เกิดภาวะเดือดร้อนเกิดขึ้นอีก พ.ศ. 2498 การแข่งขันรุนแรงขึ้น การปรับปรุงโรงงานมีขอบเขตจำกัด โรงงานแห่งอื่นได้กระจายไปใกล้แหล่งวัตถุดิบทั้งสิ้น พวกโรงงานไม่มีลูกหีบรอรับซื้อน้ำเชื่อมหรือน้ำตาลทรายแดงอยู่ไม่ได้ ในที่สุดจนถึงปี พ.ศ. 2505 จึงได้เลิกกิจการ เพราะโรงงานขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาก สามารถผลิตในราคาต้นทุนต่ำกว่า ปีสุดท้ายคือปี 2504/2505 โรงงานแห่งนี้ผลิตน้ำตาลทรายได้ 2,084 กระสอบ โดยใช้น้ำตาลทรายแดง 395,880 ตัน จึงได้เลิกกิจการ ต่อมาได้มีการขายกิจการให้แก่บริษัท น้ำตาลสุภัตผล จำกัด ซึ่งเจ้าของเป็นชาวจีนกวางตุ้ง เดิมทำกิจการโรงกลึงอยู่ ต่อมาสนใจที่จะทำโรงงานน้ำตาล และย้ายโรงงานมาตั้งที่ตำบลหนองพลู กิ่งอำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี หีบอ้อยปีแรกคือปี 2507/2508 ผลิตน้ำตาลได้ 7,294 กระสอบ เจ้าของโรงงานนี้เปิดหีบอยู่ได้ปีเดียว ก็ประสบขาดทุนอย่างย่อยยับ จึงต้องเลิกล้มกิจการไปอีก และโรงงานได้ตกมาเป็นของบริษัท อุตสาหกรรมหนองใหญ่ จำกัด เริ่มหีบใหม่ปี 2508/09 เป็นต้นมา

>>>นับว่าท่านเป็นบิดาแห่งอุตสาหกรรมน้ำตาลของประเทศไทยได้ผู้หนึ่ง ผู้ที่อยู่ในวงการน้ำตาลให้ความนับถือแก่ท่านเป็นอย่างดีตลอดมา แม้ว่าจะเลิกกิจการค้าน้ำตาลมาแล้วก็ตาม

" โดย คุณอำนวย ปะติเส "


เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2518 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้วมา ประเทศไทยได้สูญเสียบุคคลชั้นนำผู้หนึ่ง ที่เคยบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาติมากในด้านการค้าการคลัง การอุตสาหกรรม ตลอดจนการปกครองท้องถิ่น การดำเนินชีวิตของท่านถึง 87 ปี 3 เดือน 10 วัน เต็มไปด้วยความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร พร้อมด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จากตำแหน่งนายเวรหนังสือ ท่านไต่เต้าชีวิตราชการขึ้นไปถึงตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดี และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพราะความเชี่ยวชาญในการทำงบประมาณแผ่นดิน ท่านจึงได้รับเชิญ เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วนเวียนอยู่ในวงการเมืองหลายครั้ง

จนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเมื่อจังหวัดพระนครและธนบุรีต่างยังมีเทศบาลของตนแยกจากกัน ท่านได้เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครธนบุรีถึง 6 สมัย จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมในตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร คนไทยตัวอย่างท่านผู้นี้ คือ พระยามไหสวรรค์ ดังจะได้นำประวัติและผลงานบางประการของท่าน มาเผยแพร่ให้อนุชนชาวไทยได้รู้จักดังนี้

>>>พระยามไหสวรรค์ นามเดิม นายกอ สมบัติศิริ เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2430 ที่ตำบลหัวลำโพง ถนนพระรามที่ 4 จังหวัดพระนคร เป็นบุตรนายฉาย นางนวม สมบัติศิริ ต้นตระกูลสมบัติศิรินั้น ได้แก่ นายตัน เต๊กงึ๊น ชาวเมืองซัวเถา ได้เดินทางมาค้าขายและรับราชการในกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จนได้เป็นพระยาศรีราชอากร และบุตรคนโตของท่านก็รับราชการต่อ มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสมบัติวาณิช ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานนามสกุลว่า สมบัติศิริ คือ รวมคำว่า สมบัติกับศรี เข้าด้วยกัน พระยามไหสวรรค์เป็นบุตรคนที่ 4 ของสกุล ชีวิตในตอนเยาว์วัยของท่านค่อนข้างลำบาก เพราะเป็นกำพร้ามารดาเมื่ออายุ 6 ขวบ บิดาก็ถึงแก่กรรมเมื่อท่านอายุ 13 ขวบ ไปอาศัยอยู่ที่บ้านหม่อมราชวงศ์สุวพรรณ สนิทวงศ์ เพราะเป็นญาติกับภรรยาท่านผู้นี้

>>>พระยามไหสวรรค์ เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนอัสสัมชัญ จนสอบไล่ได้หลักสูตรชั้น 4 ได้รับใบเทียบความรู้มัธยมพิเศษ จากนั้นเข้ารับราชการในกรมเจ้าท่า กระทรวงนครบาล เมื่อ พ.ศ. 2448 ในตำแหน่งนายเวรหนังสือ จนกระทั่งเป็นนายทะเบียนโท และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนและหลวงสกลสาราลักษณ์ ตามลำดับ ต่อมา พ.ศ. 2460 กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้ขอโทนท่านมารับราชการที่กรมบัญชีกลาง ในตำแหน่งนายเวรชั้น 1 จนกระทั่งเลื่อนเป็นผู้ช่วย อธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยามไหสวรรค์ และเลื่อนป็นพระยาเมื่อ พ.ศ. 2464 โดยมีอายุตัวเพียง 34 ปี และอายุราชการ 16 ปีเท่านั้น งานที่ท่านชำนาญและเป็นเหตุให้ชีวิตราชการรุ่งเรือง ก็คือ การจัดทำงบประมาณแผ่นดินประจำปี ซึ่งจะต้องอาศัยไหวพริบความเฉลียวฉลาดในการซักหาข้อเท็จจริง และมีความละมุนละม่อมในการต่อรองขอตั้งงบประมาณ และทำให้ท่านได้รับหน้าที่พิเศษ คือ เลขานุการสภาการคลัง ซึ่งทำหน้าที่ตรวจพิจารณางบประมาณแผ่นดิน ตั้งตา พ.ศ. 2470 จนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หน้าที่นี้ทำให้ท่านได้ใกล้ชิดกับเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สมัยนั้น เป็นจำนวนมาก

>>>หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว พ.ศ. 2476 พระยามไหสวรรค์ ได้ลาออกจากราชการรับพระราชการเบี้ยบำนาญ แต่อีก 2 ปีต่อมา รัฐบาลชุดพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เชิญท่านเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย นัยว่าให้ท่านเข้ามาช่วยทำงบประมาณประจำปีงบประมาณปี พ.ศ. 2479 ท่านก็ได้เสียสละเข้าช่วยปฏิบัติราชการจนเป็นที่เรียบร้อย จึงได้ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อ พ.ศ.2480

>>>ใน พ.ศ. 2480 นั้นเอง กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศแต่งตั้งพระยามไหสวรรค์ เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครธนบุรีเป็นคนแรก ท่านก็ต้องเข้ามาช่วยวางรูปงานสมัยเริ่มตั้งเทศบาล งานการปกครองท้องถิ่นนี้เป็นงานสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ชุมชนของตนโดยเฉพาะ จึงทำให้ท่านรู้สึกสนุกที่จะทำงานในด้านนี้อีก ดังนี้น ในสมัยต่อมาท่านจึงลงสมัตรรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกเทศบาลนครธนบุรี และดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีอีก 5 สมัย รวมทั้งการแต่งตั้งด้วยเป็น 6 สมัย โดยการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2511 นั้น ท่านมีอายุถึง 82 ปีแล้ว และได้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีจน พ.ศ. 2514 ได้มีการยุบเทศบาลกรุงเทพกับเทศบาลนครธนบุรี รวมเป็นเศบาลนครหลวง และเป็นกรุงเทพมหานคร ในที่สุดท่านจึงได้รับแต่งตั้งเป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร

>>>เมื่อ พ.ศ. 2484 ขณะที่พระยามไหสวรรค์เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลนครธนบุรีอยู่นั้น ก็มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยราชการกระทรวงพาณิชย์ รับงาน 2 ตำแหน่งอยู่พักหนึ่ง ในเดือน กันยายน พ.ศ. 2485 ท่านจึงขอถอนตัวจากตำแหน่งนายกเทศมนตรี และได้กลับเข้ารับราชการประจำ เป็นอธิดีกรมการค้าภายในด้วย พระยามไหสวรรค์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยราชการกระทรวงพาณิชย์จนถึง พ.ศ.2488 จึงลาออกจากตำแหน่ง ทั้งการเมืองและราชการประจำ ขอรับพระราชทานบำนาญเป็นครั้งที่ 3 ในปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2489 ท่านก็กลับมารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครธนบุรี อีกเป็นครั้งที่ 4 คราวนี้อยู่ในตำแหน่งการปกครองท้องถิ่นได้ปีเดียว ก็ถูกเรียกตัวมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ทำงาน 2 ตำแหน่ง จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2491 ท่านจึงลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เหลือแค่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำแหน่งเดียว

>>>หลังจากเดือนเมษายน พ.ศ. 2492 แล้ว พระยามไหสวรรค์พ้นภาระจากการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น ท่านจึงหันมาสนใจธุรกิจการค้าจัดตั้งบริษัทขึ้นเองบ้าง ช่วยคนอื่นตั้งบริษัทบ้าง ที่ท่านเคยรับผิดชอบอยู่ก็คือ เป็นประธานกรรมการบริษัทพืชกสิกรรม บริษัท ไทยนาวา บริษัท สังกะสีไทย ริเริ่มจัดตั้งโรงงานน้ำตาล ร่วมก่อตั้งโรงงานผลิตเหล็กของบริษัท จี.เอส.สตีล เป็นกรรมการสภาการค้า เป็นกงศุลใหญ่กิตติมศักดิ์กรีซ จนถึง พ.ศ. 2506 จึงหวนกลับมาวงการปกครองท้องถิ่นอีก โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานสภาเทศบาลนครธนบุรี และเมื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งแล้ว ท่านจึงลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครธนบุรี เมื่อ พ.ศ. 2511 ได้รับการเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเป็นครั้งที่ 6 เมื่ออายุได้ 82 ปี

>>>เมื่อพระยามไหสวรรค์ได้ลาออกจากราชการหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วนั้น ท่านได้เดินทางไปยังเกาะชวา เพื่อศึกษาเรื่องอุตสาหกรรมน้ำตาล และหลังจากพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้เป็นผู้จัดการบริษัท ป่าไม้ศรีราชา และต่อมาก็เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้น ท่านจึงเกี่ยวข้องกับงานด้านเศรษฐกิจและนโยบายเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันมาก สรุปได้ว่าท่านมีความเห็นอย่างแน่วแน่ว่า รัฐบาลต้องใช้นโยบายการค้าเสรีที่มีขอบเขต มีนโยบายเศรษฐกิจที่มีการควบคุมโดยรัฐบาล มีเครื่องมือในการควบคุม และการค้าของรัฐบาล ก็จะต้องเป็นการยกระดับรายได้ของเกษตรกรชาวไร่ชาวนาให้มากที่สุด

>>>ส่วนในด้านธุรกิจการค้านั้น เมื่อเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ท่านได้ช่วยรัฐบาลรวมกิจการค้าขนส่งเรือละเลียงหรือเรือโป๊ะจ้าย ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายเจ้าของเข้าด้วยกัน จัดตั้งเป็นบริษัทเรือลำเลียงจำกัดขึ้น โดยรัฐบาลมีหุ้นครึ่งหนึ่ง รับส่งสินค้าลำเลียงจากเรือเดินสมุทร ที่เกาะสีชังเข้ามายังกรุงเทพ และดำเนินกิจการจนกระทั่งมีการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่คลองเตยเรียบร้อยแล้ว จึงขายหุ้นให้เอกชนไป ท่านเป็นผู้จัดการบริษัทเรือลำเลียงนี้อยู่หลายปี เพราะมีความรู้และประสบการณ์ในสมัยรับราชการอยู่ที่กรมเจ้าท่า โดยมีความรู้ความชำนาญในทางการค้า ท่านจึงมีความคิดว่า คนไทยน่าจะแข่งขันกับพ่อค้าชาวจีนซึ่งคุมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ โดยเร่งรัดการช่วยเหลือพ่อค้าไทยในการค้าปลีกหรือค้าย่อย ดังนั้น เมื่อท่านดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน จึงเร่งส่งเสริมร้านค้าย่อยของคนไทย ด้วยการช่วยเหลือหาสินค้าราคาถูกมาขาย ช่วยในด้านเทคนิคการค้าและการให้กู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยราคาถูก ทั้งนี้ท่านได้ให้คติไว้ว่า " ผู้รู้จักตลาดเป็นผู้กำความสำเร็จในการค่า " นอกจากนั้น ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เมื่อ พ.ศ. 2584ท่านได้ก่อตั้งบริษัทพิชกสิกรรม จำกัด ขึ้นเพื่อเข้าแทรกแซงการค้าร่วมในการตลาดส่งออก โดยอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของกระทรวงพาณิชยการ ทั้งนี้เพื่อตัดคนกลางออกไป และชาวไร่ชาวนาได้รับราคาพืชผลดี และเพื่อมิให้บริษัทนี้เป็นรัฐวิสากิจ ท่านจึงให้รัฐบาลถือหุ้นเพียงร้อยละ 40

>>>ส่วนในด้านธุรกิจอุตสาหกรรม พระยามไหสวรรย์มีความเห็นว่า การค้าส่งออกของประเทศไทยขณะนั้นสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าว แร่ ยาง และ ไม้ ซึ่งนับวันจะน้อยร่อยหรอลงทุกวัน การส่งออกก็อยู่ในรูปวัตถุดิบทำรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศไม่มากเท่าที่ควร ดังนั้น จึงควรส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าทางการเกษตรซึ่งมีอยู่มากมายภายในประเทศ ให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูป ทั้งนี้ท่านยืนยันว่าประเทศไทยจำเป็นต้องขึ้นอยู่กับเกษตรกรรมไปอีกนาน จึงไม่ควรพัฒนาอุตสาหกรรมให้ล้ำหน้าเกษตรกรรมไปมากนัก กิจกรรมอุตสาหกรรมประเภทแรกที่ท่านลงมือดำเนินการ คือ โรงงานน้ำตาล และเป็นประโยชน์มากเมื่อเกิดสงครามมหาเอเซียบูรณพา น้ำตาลทรายขาวจากต่างประเทศไม่สามารถส่งมาขายได้ ทำให้เกิดขาดแคลน้ำตาลทรายอันเป็นสินค้าจำเป็นของประชาชนอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นท่านยังได้เป็นผู้ร่วมก่อนตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตสังกะสี และโรงงานผลิตเหล็กของบริษัท จี.เอส. สตีล โดยเป็นผู้ริเริ่มและเป็นกรรมการของบริษัททั้งสองนี้จนวาระสุดท้ายของชีวิต

>>>ดังได้กล่าวแล้วว่า พระยามไหสวรรย์เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลนครธนบุรีมาถึง 6 สมัย และเกี่ยวข้องกับวงการการปกครองท้องถิ่นนี้มาร่วม 30 ปี การบริหารงานของท่านเป็นไปโดยเรียบร้อย ใช้น้ำใจแทนการสั่งงานด้วยอำนาจสภาพของฝั่งธนบุรี ขณะนั้นยังมีความเจริญด้อยกว่าฝั่งพระนครมาก เต็มไปด้วยเรือกสวน มีถนนหนทางน้อย ดังนั้นท่านจึงมุ่งในการพัฒนาการคมนาคมเป็นงาน สำคัญ เริ่มจากถนนเทศบาลสายแรกข้างวัดประยุรวงศ์ ขยายตรอกซอย ซอยจากเชิงสะพานพุทธยอมฟ้า ไปจรดถนนอิสรภาพตรงเชิงสะพานเจริญพาสน์ ตัดขยายถนนอรุณอมรินทร์ ที่สำคัญคือถนนใหญ่ 3 สาย ได้แก่ ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินจากวงเวียนใหญ่ไปดาวคะนอง และถนนเจริญนครจากคลองสานไปจรดคลองบุคคโลสุดเขตเทศบาล กว้าง 30 เมตร ยาวถึง 8 กิโลเมตร เลียบแม่น้ำเจ้าพระยาคู่กันกับ ถนนเจริญกรุงทางฝั่งพระนคร และยังมีมไหสวรรค์เชื่อมระหว่างถนนใหญ่ทั้ง 2 สายนี้ การตัดถนนสายสำคัญดังกล่าวท่านไม่ต้องเสียเงินชดเชยค่าที่ดินแม้แต่สตางค์เดียว โดยการขอความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนเจ้าของที่ดิน ไปมาหาสู่เขาถึงบ้านบ้าง เชิญมาประชุมเลี้ยงน้ำชากันบ้าง แสดงให้เห็นถึงความสามารถและบุคลิกภาพที่มัดใจคนให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง

>>>พระยามไหสวรรย์เป็นบุคคลที่มีอารมณ์เยือกเย็น มีอัธยาศัยดีงาม ดังเห็นได้จากงานอดิเรกของท่านคือการเล่นดนตรีไทย เครื่องดนตรีที่ท่านถนัด คือ ซออู้และขิม ท่านได้เคยบรรยากไว้ว่า "ความรู้สึกของข้าพเจ้าที่หลงใหลกับเสียงดนตรี โดยปกติหลังจากรับประทานอาหารแล้ว ตอนค่ำข้าพเจ้าชอบเล่นดนตรีกับลูกๆ เป็นการย่อยอาหารก่อนเวลานอน ประพฤติอยู่เช่นนี้เป็นอิริยาบถ..ดนตรีเป็นเครื่องบันเทิงใจทำให้อารมณ์และจิตใจแช่มช่น จึงเป็นยาอายุวัฒนะสำหรับข้าพเจ้า" และงานอดิเรกที่มีชื่อเสียงยิ่งของท่านอีกประการ คือ การเล่นไม้ดัดและก่อเขามอ ในบริเวณบ้านอันกว้างขวางของท่านเต็มไปด้วยไม้ดัดและเขามออันงดงาม เป็นศิลปะแบบไทยๆ ที่อวดชาวโลกได้ และในบรรดาเขามอที่ก่อมากมายนั้น ที่ท่านภาคภูมิใจเป็นที่สุดก็คือ เขามอที่ท่านก่อประดับอุทยาน ณ สวนศิวาลัย ในพระบรมมหาราชวัง

>>>พระยามไหสวรรย์เป็นผู้มีญาติมิตรเป็นจำนวนมาก งานสังคมที่ท่านรักและปฏิบัติอยู่เป็นประจำคืองานของสมาคมไทย-ญี่ปุ่น และสโมสรโรตารี่ธนบุรี ซึ่งท่านเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งทั้ง 2 แห่ง ดัวยคติที่ว่า คนเราควรผูกมิตรระหว่างกันไว้และควรมีน้ำใจให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุที่ท่านเคารพนับถือและไปมาหาสู่สมเด็จพุฒาจารย์ (นวม) เจ้าอาวาสวัดอนงคาราม ท่านจึงได้รับเป็นนายกสมาคมศิษย์อนงคารามในพระบรมราชูปถัมภ์กว่า 30 ปี จัดหาทุนและตั้งมูลนิธิให้แก่นักเรียนโรงเรียนตลอดมา และรับเป็นไวยาวัจจกรของวัดนี้สืบมาเป็นเวลานาน และที่ควรกล่าวในท้ายที่สุดท้าย ก็คือ ความขยันขันแข็งต่อการงาน ไม่ยอมย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ แม้อายุของท่านควรเข้าสู่วัยอันสมควรพักผ่อนได้แล้ว ท่านก็ยังทำงานอยู่และทำด้วยความสนุกสนาน ดังที่กล่าวกับลูกๆ ว่า การทำงานช่วยต่ออายุให้ยืนยาว ถ้าหยุดคิดหยุดทำงานเมื่อใด ร่างกายก็จะหยุดไปเมื่อนั้น ถ้าจะตายเพราะทำงานก็ยังดีกว่าอยู่เฉยๆ โดยไม่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ดังนั้น พระยามไหสวรรย์จึงถึงแก่อนิจกรรม ขณะยังดำรงตำแหน่งประธานสภากรุงเทนมหานคร เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2518 สิริรวมอายุได้ 87 ปี 3 เดือน 10 วัน

>>>นี่คือชีวิตและผลงานของคนไทยคนหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งอนุชนคนไทยควรถือเป็นแบบฉบับเป็นอย่างยิ่ง

" คุณทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา : เรียบเรียง "

 
Copyright @ Thai Sugar Millers Corp.
 
18 th Floor. IBM Building 388 Phaholyothin Road , Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2273-0992 Fax. 0-2619-0515 Email : info@thaisugarmillers.com