" เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ ( ม.ร.ว. เย็น อิศรเสนา ) "
เกิดวันที่ 31 มีนาคม 2405 ปีที่ 12 แห่งสมัยรัชกาลที่ 4 เกิดที่พระตำหนัก ม.จ.เสาวรส อิศรเสนา บริเวณถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพมหานคร
บิดาม.จ.เสาวรส อิศรเสนา
มารดาหม่อมมุหน่าย อิศรเสนา
 
การศึกษา
2412
อายุ 8 ขวบ เข้าเรียนกับหลวงตา (บิดาของหม่อมมุหน่าย)
ที่วัดทองปุ (ชนะสงคราม)
2418
อายุ 12 ขวบ เข้าโรงเรียนบุตรข้าราชการ มีพระศรีสุนทรโวหาร
(น้อย) เป็นอาจารย์
2420
อายุ 16 ขวบ ออกจากโรงเรียน ไปฝึกงานด้านการชุบเงิน-ทองที่
โรงชุบจนทองของหม่อมเทวาธิราช (ร.อ.หม่อม เทวาธิราชสนิท)
ข้างสะพานรามบุตรี ทำหน้าที่ชุบ ล้างและขัดมันองค์พระพุทธรูป
การรับราชการ
พ.ย. 2420
รับราชการยศนายสิบทหาร ห้อง(ช่าง) เงินเดือน 12 บาท
มีหน้าที่ ควบคุมบังคับช่างที่รักษาความสะอาดในพระที่นั่ง
2425
ผู้บังคับกรมเด็กชา (รวม ขุนหมื่นชาวที่เข้ากับ ลูกหมู่ลาวสีไม้) มี ตำแหน่งเทียบเท่า นายร้อยทหารหน้า
2428
เป็นหลวงราชดรุณรักษ์ เทียบเท่าร้อยโทกรมทหารหน้า
2433
เป็นยกกรมเด็กชาขึ้นเป็นกระทรวงวัง
2436
เป็นหลวงสิทธินายเวร
2441
เป็นจหมื่นเสมอใจราชหัวหมื่นมหาดเล็กเวรสิบ
2443
ปฏิบัติงานในกรมสุขาภิบาล (จัดทำถนนและสาธารณสถาน)
ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้เป็นเจ้ากรมโยธา ทำการก่อสร้าง
ทั่วไป
2446
อายุ 40 ปี เป็น พระยาวรพงษ์พิพัฒน์ จางวางมหาดเล็ก ซึ่งเป็น
ตำแหน่งชั้นสูงสุดของข้าราชการสำนัก
2453
เป็นองคมนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 6
2455
สภาจางวาง ยศจางวางโท
2456
เป็นอธิบดีกรมตรวจมหาดเล็ก
2457
เป็นจางวางเอก
2458
ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอัศวราชอีกตำแหน่งหนึ่ง
2469
ผู้บัญชาการมหาดเล็กกรรมการชำระสะสางเงิน พระคลังข้างที่ และตัดทอนรายจ่ายราชสำนัก
2469
ผู้รั้งตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงวัง
2469
เป็น เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ ศักดินา 2,200 บาท
2473
เสนาบดีกระทรวงวัง
2475
ผู้สำเร็จราชการพระราชวัง
2476
เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัง
2477
ออกจากราชการ รับบำนาญเดือนละ 950 บาท รวมอายุราชการ
57 ปี
26 ม.ค. 2484
ถึงแก่กรรม
การประกอบธุรกิจ
2426 - 2427
ธุรกิจรับส่งผู้โดยสาร โดยรถม้า และรถเก๋ง
2428
ธุรกิจสร้างตู้เสาเกลียว เครื่องเรือน และทำเครื่องแป้ง
2439
ธุรกิจโรงเลื่อยจักร ข้างวัดตรี ริมคลองบางลำพู (หน้าวัดรังสี)
2444
ธุรกิจเตาเผาอิฐ
2445 - 2447
ธุรกิจโรงสีข้าวที่บางโพ
2450
ตั้งท่าเรือจ้าง ณ ถนนพระอาทิตย์ ธุรกิจเรือเมล์เขียว (คลองบาง
หลวง)
2451
บริษัท รถไฟบางบัวทอง จำกัด สร้างทางรถไฟสายบางบัวทอง
ลงทุนด้วยเงินยืม ปรับปรุงจากรถกำลังไอน้ำ พลังงานฟืน มาเป็น
รถไฟดีเซล ผลประกอบการพอคุ้มทุน
2452
ธุรกิจมวนบุหรี่ ต่อมาสนใจโรงงานยาสูบ
2465 - 2469
ธุรกิจโรงงานน้ำตาลทรายที่ทับหลวง ลงทุนด้วยเงินยืม แต่ไม่
ประสบผลสำเร็จ
ความสนใจในธุรกิจไร่อ้อยและน้ำตาลทราย
1)
ด้วยแรงจูงใจจากรัชการที่ 5 ซึ่งทรงเห็นว่าการค้าขายสำคัญยิ่ง จึงทรงพระอุตสาหะแนะนำอุดหนุนคนไทยที่พอจะมีทุน เช่น เจ้านายและข้าราชการให้พยายามทำมาหากินในทางการค้ากันบ้างตามสมควร กรณีนี้เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ข้าราชการทำตาม
2)
ความเป็นนักประกอบการที่ตั้งใจในการประกอบอาชีพทำมาค้าขาย และสามารถหยิบฉวยโอกาสทางธุรกิจได้อย่างถูกทาง กล้าลงทุน กล้าได้กล้าเสีย หรือเรียกว่า "มีวิญญาณของนักลงทุนสมัยใหม่" ค้นคิดหาลู่ทางการลงทุน ได้ตลอดเวลา ทั้งอยู่ในสังคมสูงสุดของชาติ
3)
แหล่งลงทุนหาได้สะดวกคือ เจ้านายหลายพระองค์ได้ทรงอนุเคราะห์ประทานเงินลงทุนจึงไม่เป็นอุปสรรค
4)
ความเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และใกล้ชิดราชสำนัก ทำให้ไม่มีปัญหาด้านกำลังคนที่จะใช้งาน
5)
สภาพการแข่งขันในยุคนั้น ไม่รุนแรง ต้องการสินค้าและบริการ โดยไม่เน้นคุณภาพมากเช่นปัจจุบัน ดังนั้น การรู้จักปรับปรุงเครื่องมือเครื่องจักรไปใช้ในการประกอบกิจการก็สามารถหากำไรได้แล้ว
>>>ภายใต้สภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเช่นนี้ ทำให้เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ผู้ซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของชีวิตที่ดี จึงเห็นช่องทางประกอบธุรกิจปลูกอ้อย และสร้างโรงงานน้ำตาลได้ ซึ่งธุรกิจนี้ในสมัยรัชกาลที่ 3 - รัชกาลที่ 4 เป็นธุรกิจของคนจีนในบริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกง (ฉะเชิงเทรา) และลุ่มน้ำท่าจีน เป็นผู้ดำเนินการ

ธุรกิจไร่อ้อยและโรงหีบน้ำตาลทรายแดง

>>>ปี พ.ศ. 2452 เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ดำเนินการสร้างรถไฟสายบางบัวทองแล้ว พระยาวรพงษ์พิพัฒน์ (บรรดาศักดิ์ขณะนั้น) ก็ได้พากันถาง ถมทาง จัดตั้งสถานีและวางรางรถไฟ จากวัดลิงขบ ไปเมืองนนทบุรี บางบัวทอง บางพลู ทุ่งระแหง เจ้าเจ็ดอำเภอเสนา บางปลาม้า สุพรรณบุรี

>>>"ในขณะที่ท่านไปตรวจทางรถไฟแรกวางนี้ ท่านเห็นราษฎรปลูกอ้อยทำน้ำตาลกันมาก แต่ยังดูยาก ใช้ลูกโม่ไม้ หีบอ้อยเอาน้ำตาลแบบโบราณ เสียเวลานานกว่าจะได้น้ำ จึงจัดการหาหม้อน้ำเก่า ๆ ลูกหีบเหล็ก และเครื่องประกอบ ส่งขึ้นไปจัดตั้งโรงหีบเล็ก ๆ ขึ้นที่บางใหญ่ รับจ้างหีบ คิดปีบละ 10 สตางค์ ปีหนึ่งหีบเพียงเดือนเศษ ๆ ก็ได้กำไรหลายพันบาท เริ่มรับจ้างหีบในต้นปี 2453 แล้วก็ทำกำไรต่อมาอีกหลายปี แต่ภายหลังท่านก็กลับเลิกทำเสียเฉย ๆ จะเป็นด้วยเห็นว่าปีหนึ่ง ๆ ทำงานได้เพียง 2 เดือน นอกนั้นนอนเฉย ต้องจ้างคนเฝ้า หรือท่านจะเอาเครื่องไปใช้ทำอะไร หรือขาย เอาเงินหมุนใหม่ ไม่ปรากฏ แต่ว่า การทำน้ำตาลหวังกำไร ฝังหัวใจท่านเข้าแล้วแน่ แต่นั้นมา "

ร้างโรงงานน้ำตาลที่ทับหลวง

>>>ต่อมาก็มีการสร้างโรงงานน้ำตาลที่ทับหลวง การสร้างโรงงานน้ำตาลแห่งนี้ เกิดขึ้นจากการที่เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ต้องไปเตรียมการซ้อมรบเสือป่า ซึ่งรัชกาลที่ 6 มักจะประทับค้างแรมที่พระราชวังสนามจันทร์นาน ๆ

>>>เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ทราบว่า "แถว ๆ นครปฐม บ้านโป่ง ราษฎรปลูกอ้อยทำน้ำตาลกันมาก อ้อยปลูกก็งามดี ที่รกร้างให้ปลูกอ้อยก็มีมาก สามารถสร้างโรงน้ำตาลได้ จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ โดย

-
ตรวจสอบวิธีทำน้ำตาลของถิ่นต่าง ๆ เช่น ชลบุรี เพชรบุรี
-
สำรวจพื้นที่แถวพระปฐมและสนามจันทร์เพื่อวางแผนซื้อ
-
สำรวจตลาดน้ำตาล ทั้งชนิด และราคา
-
ศึกษารวบรวมพันธุ์อ้อย และทดลองปลูก
-
มองหาแหล่งทุน
-
เตรียมเครื่องจักร และหม้อน้ำ ที่จะประกอบเป็นโรงงานน้ำตาล
จากผลการศึกษา เห็นมีลู่ทางทำธุรกิจได้ จึงลงทุนสร้างโรงงานน้ำตาลที่ทับหลวง
-
สำรวจจับจองที่ดินตำบลทับหลวง ไว้ปลูกอ้อยหลายร้อยหลายพันไร่ จ้างเหมาปลูกอ้อยไร่ละ 30 บาท
-
ขายโรงสีข้างบางโพ
-
ขายโรงเผาอิฐ
-
จ้างช่างเคี่ยวจากเมืองชลบุรี
>>>โรงงานน้ำตาลทับหลวงเริ่มต้นหีบปีแรก พ.ศ. 2466/67 ตรงกับปีที่น้ำตาลมีราคาดี มีกำไรนับหมื่นบาท หลังจากนั้นก็ขาดทุนมาตลอด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466/67 ถึง พ.ศ. 2471/72 รวม 5 ปี ขาดทุนประมาณ 100,000 บาทเศษ จึงเลิกกิจการไป ผู้ควบคุมการผลิตโรงงานคือ ม.ล.ยวง อิศรเสนา ซึ่งต่อมา ปี พ.ศ. 2480/81 ม.ล.ยวง อิศรเสนา เป็นหัวหน้าโรงงานน้ำตาลลำปางซึ่งเป็นโรงงานของรัฐบาล

สาเหตุที่โรงงานทับหลวงขาดทุน
1)
อ้อยน้อย/หลายพันธุ์ด้วยกัน เป็นเหตุให้สุกลักลั่น
2)
เคี่ยวน้ำตาลตกหล่นเสียหายมาก
3)
อาศัยธรรมชาติ ฝนแล้ง อ้อยน้อยไม่พอหีบ คุณภาพไม่ดี ผลิตน้ำตาลได้น้อย
4)
การขนส่งมีปัญหา ผลิตน้ำตาลได้แล้วต้องเก็บที่สนามจันทร์ ขนต่อเข้าตลาดกรุงเทพฯ ไม่ได้ หรือได้เมื่อราคาต่ำ การเก็บรักษามีปัญหา คุณภาพเสื่อม เมื่อฝนตกจะละลาย
5)
ขาดผู้ชำนาญการที่จะช่วยงาน การควบคุมดูแลไม่ละเอียดจึงขาดทุน ที่สุดจึงล้มเหลว
ความพยายามในระยะต่อมา

>>>เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ เป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ในเรื่องการประกอบกิจการโรงงานน้ำตาล แม้การส่งเสริมจากภาครัฐในด้านคุ้มครองการแข่งขันจะไม่มี แต่ด้วยความรักในอุตสาหกรรมก็ยังคงพยายามต่อสู่อีก ช่วงนั้นรัฐคุ้มครองข้าวปล่อยอ้อยและน้ำตาลให้เป็นไปตามยถากรรม จึงคิดจะร่วมกันกับคนอื่นต่อสู้ โดยมี ม.ล. ยวง อิศรเสนา เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง

>>>22 สิงหาคม 2476 ม.ล. ยวงฯ ขอตั้งโรงงานน้ำตาลทรายขาวขนาดกำลังการผลิต 300 ตันอ้อย/วัน ที่จังหวัดชลบุรี โดยการหีบแบ่งปันน้ำตาลระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานคนละครึ่งของผลผลิต

>>>20 พฤษภาคม 2478 ร่วมก่อตั้ง บริษัท น้ำตาลสยาม จำกัด เพื่อสร้างโรงงานน้ำตาลที่ทันสมัย
แต่น่าเสียดายที่โครงการดังกล่าวทั้ง 2 โครงการไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงไม่ได้ดำเนินการแต่อย่างใด.

>>>อย่างไรก็ดี ม.ล. ยวง อิศรเสนา ยังคงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในวงการน้ำตาลในช่วงเวลานั้น และ ม.ล. ยวง อิศรเสนา เป็นกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำตาล เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2485 ร่วมกับ นายสาย นิธินันท์ ,นายประเทือง ประทีปะเสน ,นายประทีป ประทีปะเสน และ
นายเริ่ม บูรณฤกษ์

>>>ม.ล. ยวง อิศรเสนา เป็นผู้มีบทบาทในองค์การน้ำตาลไทยคนหนึ่ง และเมื่อมีการเริ่มจัดตั้ง บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งประเทศไทย จำกัด ปี 2495 ก็ได้รับมอบหมายจาก
จอมพลผิน ชุณหะวัน ให้เป็นผู้แทนประจำภาค 2 ท้องที่จังหวัดชลบุรี เพื่อชี้แจงให้ชาวไร่และโรงงานเข้าใจนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาล

เอกสารอ้างอิง ::
(1) ม.ล. ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา. ประวัติ เจ้าพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ กรุงเทพ , สำนักพิมพ์บรรณกิจ (1991) จำกัด , 2525.
(2) อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ หลวงพิสูจน์พาณิชลักษณ์(หม่อมหลวงเพิ่มยศ อิศรเสนา) ม.ว.ม., ป.ช.,ท.จ.ว. ณ. เมรุหลวงหน้า พลับพลาอิศร์ยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส. วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม 2528.
 
Copyright @ Thai Sugar Millers Corp.
 
18 th Floor. IBM Building 388 Phaholyothin Road , Bangkok 10400 Thailand Tel. 0-2273-0992 Fax. 0-2619-0515 Email : info@thaisugarmillers.com