>>>โรงงานของเอกชนขณะนั้น
มีประสิทธิภาพด้อยกว่าโรงงานของรัฐ ทั้งด้านเทคนิค และ การจัดการ >>>โรงงานบุญเกื้อต้องการอ้อยประมาณ
30,000-40,000 ตันต่อปี หรือผลิตน้ำตาลได้ประมาณปีละ 21,000-28,000 กระสอบ >>>เมื่อมีการจัดตั้ง
บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งประเทศไทย จำกัด ขึ้น ระบบการบริหารการผลิต อาศัยกลไกของบริษัทนี้เป็นผู้ประสานงาน
เพราะมีฝ่ายการเมือง ข้าราชการประจำ ผู้ผลิตและชาวไร่อ้อยเป็นกรรมการอยู่โดยพร้อมเพรียงกัน
>>>แต่ละปี
จะมีการกำหนดปริมาณการบริโภค สต๊อกคงเหลือ ผลผลิตประจำปี และราคาอ้อยไปพร้อมกัน >>>กลไกสุดท้ายคือ
ปริมาณการนำเข้า น้ำตาลจากต่างประเทศในจำนวนที่ผลิตได้ไม่พอ ทั้งนี้โดยให้บริษัทนี้
เป็นผู้นำเข้าแต่ผู้เดียว >>>การบริหารจึงสำเร็จลุล่วงมาด้วยดี
จนถึงปี 2498/99 โรงงานบางกลุ่มไม่ให้ความร่วมมือในระบบการจัดจำหน่ายภายในประเทศ
ยังแก้ไม่เสร็จก็เกิดการปฎิวัติปี 2501 เสียก่อน
>>>คณะปฎิวัติ
พ.ศ.2501 ได้ปรับปรุง บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งประเทศไทย จำกัด ใหม่ดำเนินการด้วยวิธีเดียวกัน
แต่มีธนาคารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในฐานะผู้สนับสนุนด้านการเงิน >>>ผลก็คือ
น้ำตาลผลิตได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในเวลาต่อมา และล้นตลาดอีกครั้งหนึ่ง >>ปี
2501/02 เป็นต้นมา ตลาดน้ำตาลล้นตลาด มีราคาลดลง จนปี 2503/04 บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งประเทศไทย
จำกัด ขอให้รวมกลุ่มผู้ผลิตขึ้น เพื่อจัดระเบียบการผลิตและการค้าร่วมกันของผู้ประกอบกิจการโรงงานน้ำตาลทราย
>>>คุณหญิงบุญเกื้อ
เบญจกาญจน์ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณา รวมกลุ่มผู้ผลิตน้ำตาลทราย
มีการร่างข้อบังคับการรวมกลุ่ม และสัญญาซื้อขายน้ำตาลขึ้น นอกจากนี้ยังมีคณะอนุกรรมการพิจารณารายละเอียดเกี่ยวกับการผลิตและการเงิน
โรงงานบางกลุ่มไม่เห็นด้วยในข้อตกลง จึงยกเลิกไป >>>นายบุณย์
เจริญไชย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในขณะนั้น จึงจำเป็นต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย
พ.ศ.2504 มาใช้บังคับแทนกฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2504
>>>การบริหารงานตาม
พระราชบัญญัติอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย พ.ศ.2504 นี้ ประสบผลสำเร็จในระยะ 2 ปีแรก ครั้นถึงฤดูการผลิตปี
2506/07 ได้เกิดภาวะน้ำตาลล้นตลาดขึ้น ไม่สามารถแก้ไขได้จึงได้ยกเลิกไปในปี 2508
>>>การผลิตของ
โรงงานบุญเกื้ออุตสาหกรรม สามารถผลิตน้ำตาลได้ 4,092 ตัน 4,156 ตัน และ 3,368 ตัน
ในปี 2504/05 2505/06 และ 2506/07 ตามลำดับ >>>อย่างไรก็ดี
เมื่อปี 2506 ได้มีโครงการร่วมมือระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นกับรัฐบาลไทยที่จะร่วมมือ กันพัฒนาเศรษฐกิจและชนบท
รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนเอกชนได้มาร่วมลงทุนในประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย |